เศษส่วนและการเปรียบเทียบเศษส่วน

ความหมายของเศษส่วน

เศษส่วน เป็นจำนวนที่เขียนได้ในรูป

เมื่อ a และ b เป็นจำนวนเต็ม โดยที่ b ไม่เท่ากับศูนย์

เราสามารถใช้เศษส่วน (fraction) เพื่อบอกปริมาณที่ไม่เป็นจำนวนเต็มหน่วย เช่น

น้ำแก้ว

ข้าวเปลือกถัง

เราสามารถแสดงเศษส่วนบนเส้นจำนวนได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้






จากตัวอย่างนี้ แบ่งระยะ 1 หน่วย บนเส้นจำนวนออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน

จุด A อยู่ห่างจาก 0 ไปทางขวา เป็นระยะหน่วย

จุด A จึงแทน

จุด B อยู่ห่างจาก 0 ไปทางขวาเป็นระยะหน่วย                                

จุด B จึงแทนหรือ 

จุด C อยู่ห่างจาก 0 ไปทางซ้ายเป็นระยะหน่วย                                

จุด C จึงแทน

จุด D อยู่ห่างจาก 0 ไปทางซ้ายเป็นระยะหน่วย                                

จุด D จึงแทนหรือ

บนเส้นจำนวน เศษส่วนที่อยู่ทางขวาของ 0 เป็นเศษส่วนที่เป็นจำนวนบวก เศษส่วนที่อยู่ทางซ้ายของ 0 เป็นเศษส่วนที่เป็นจำนวนลบ และจำนวนที่อยู่ทางขวาจะมากกว่าจำนวนที่อยู่ทางซ้ายเสมอ 


การเปรียบเทียบเศษส่วน

 1. เมื่อตัวส่วน (denominator) ของเศษส่วนทั้งสองเท่ากัน ให้พิจารณาตัวเศษ (numerator) ถ้าตัวเศษเท่ากัน เศษส่วนทั้งสองนั้นเท่ากัน แต่ถ้าตัวเศษไม่เท่ากัน เศษส่วนที่มีตัวเศษมากกว่า จะมากกว่าเศษส่วนที่มีตัวเศษน้อยกว่า 

เช่น     
        

                

2. เมื่อตัวส่วนของเศษส่วนทั้งสองไม่เท่ากัน ให้ทำเศษส่วนทั้งสองให้เป็นเศษส่วนที่มีตัวส่วนเท่ากัน โดยนำจำนวนเดียวกันที่ไม่เท่ากับศูนย์มาคูณหรือหารทั้งตัวเศษและตัวส่วน เมื่อได้เศษส่วนที่มีตัวส่วนเท่ากันแล้ว จึงเปรียบเทียบตัวเศษโดยใช้หลักเกณฑ์ในข้อ 1 ข้างต้น

 เช่น   

2.1 ต้องการเปรียบเทียบ กับ



และ  
ดังนั้น 

2.2 ต้องการเปรียบเทียบ กับ



และ 
ดังนั้น 

3. การเปรียบเทียบเศษส่วนที่เป็นจำนวนลบสองจำนวน ให้เขียนเศษส่วนทั้งสองให้เป็นเศษส่วนที่มีตัวส่วนเป็นจำนวนเต็มบวกก่อน แล้วเปรียบเทียบตามหลักเกณฑ์ตามข้อ  2.1  หรือ ข้อ 2.2 ข้างต้น
เช่น
3.1 ต้องการเปรียบเทียบ กับ


 และ 

เนื่องจาก -2 > -5 ดังนั้น 

จะได้ว่า


3.2 ต้องการเปรียบเทียบ กับ











เนื่องจาก -9 > -10 ดังนั้น 

จะได้ว่า


3.3 ต้องการเปรียบเทียบกับ












เนื่องจาก -2 < -1 ดังนั้น

จะได้ว่า






อ้างอิง : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ. 2562. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เล่ม 1. 7. กรุงเทพมหานคร 

ตัวอย่างการทำแบบฝึกหัด 4.3 ข หนังสือเรียนวิชาพื้นฐาน คณิตศาสตร์ ม. 1 เล่ม 1 พ.ศ. 2560 (หลักสูตร 2551)

เฉลยแบบฝึกหัด ตัวอย่างการทำแบบฝึกหัด 4.3 ข

หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เล่ม 1 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 (ตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551)

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ

ISBN 978-616-362-779-7





การหารทศนิยม

1. การหารทศนิยมที่เป็นจำนวนบวกด้วยจำนวนนับโดยการตั้งหาร นิยมเขียนจุดทศนิยมเฉพาะของตัวตั้งและผลหาร ตำแหน่งของจุดทศนิยมของผลหารจะอยู่ตรงกับตำแหน่งของจุดทศนิยมของตัวตั้งเสมอ ดังตัวอย่างต่อไปนี้







2. การหารทศนิยมที่เป็นจำนวนบวกด้วยจำนวนนับโดยการตั้งหาร ในกรณีที่การหารมีเศษที่ยังไม่เป็นศูนย์และต้องการหารจนได้เศษเป็นศูนย์ หรือจนกว่าจะได้ผลหารที่มีจำนวนตำแหน่งของทศนิยมตามที่ต้องการ ให้เติมศูนย์ต่อท้ายในส่วนที่อยู่หลังจุดทศนิยมของตัวตั้งแล้วหารต่อไป ดังตัวอย่างต่อไปนี้






3. การหารทศนิยมที่เป็นจำนวนบวกด้วยทศนิยมที่เป็นจำนวนบวก ให้ทำตัวหารให้เป็นจำนวนนับโดยนำ 10 หรือ 100 หรือ 1,000 หรือ 10,000 หรือ... มาคูณทั้งตัวตั้งและตัวหารตามความจำเป็น ดังตัวอย่างต่อไปนี้














หลักเกณฑ์การหารทศนิยม 

1. ถ้าตัวตั้งและตัวหารเป็นทศนิยมที่เป็นจำนวนบวกทั้งคู่ ให้ทำตัวหารเป็นจำนวนนับ โดยนำ 10 หรือ 100 หรือ 1,000 หรือ 10,000 หรือ... มาคูณทั้งตัวตั้งและตัวหารตามความจำเป็น แล้วหาผลหาร ซึ่งจะได้ผลหารเป็นทศนิยมที่เป็นจำนวนบวก ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 













2. ถ้าตัวตั้งและตัวหารเป็นทศนิยมที่เป็นจำนวนลบทั้งคู่ ให้นำค่าสัมบูรณ์ของตัวตั้งหารด้วยค่าสัมบูรณ์ของตัวหาร แล้วทำตัวหารให้เป็นจำนวนนับโดยนำ 10 หรือ 100 หรือ 1,000 หรือ 10,000 หรือ... มาคูณทั้งตัวตั้งและตัวหารตามความจำเป็น แล้วหาผลหาร แล้วตอบเป็นทศนิยมที่เป็นจำนวนบวก ดังตัวอย่างต่อไปนี้













3. ถ้าตัวตั้งหรือตัวหารตัวใดตัวหนึ่งเป็นทศนิยมที่เป็นจำนวนลบ ​โดยที่อีกตัวหนึ่งเป็นทศนิยมที่เป็นจำนวนบวก ให้นำค่าสัมบูรณ์ของตัวตั้งหารด้วยค่าสัมบูรณ์ของตัวหาร แล้วทำตัวหารให้เป็นจำนวนนับ โดยนำ 10 หรือ 100 หรือ 1,000 หรือ 10,000 หรือ... มาคูณทั้งตัวตั้งและตัวหารตามความจำเป็น แล้วหาผลหาร แล้วตอบเป็นทศนิยมที่เป็นจำนวนลบ ดังตัวอย่างต่อไปนี้








หลักการปัดเศษทางคณิตศาสตร์

การหาผลหารให้มีจำนวนตำแหน่งของทศนิยมตามต้องการ จะต้องคำนวณให้ได้ผลหารเป็นทศนิยมที่มีจำนวนตำแหน่งของทศนิยมมากกว่าที่ต้องการ แล้วพิจารณาว่าเลขโดดในตำแหน่งที่เกินมานั้นควรตัดทิ้งหรือปัดขึ้นตามหลักการปัดเศษ ดังต่อไปนี้ 

ถ้าเลขโดดในตำแหน่งที่เกินมานั้นน้อยกว่า 5 ให้ตัดเลขโดดในตำแหน่งนั้นทิ้ง แต่ถ้ามากกว่าหรือเท่ากับ 5 ให้เพิ่มค่าของเลขโดดในตำแหน่งก่อนหน้าขึ้นอีก 1 แล้วจะได้ผลหารเป็นค่าประมาณ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

1. ถ้าผลหารที่ได้คือ 2.345 และต้องการเป็นทศนิยมสองตำแหน่ง จะได้เป็น 2.35

2. ถ้าผลหารที่ได้คือ 7.124 และต้องการเป็นทศนิยมสองตำแหน่ง จะได้เป็น 7.12

3. ถ้าผลหารที่ได้คือ 11.795 และต้องการเป็นทศนิยมสองตำแหน่ง จะได้เป็น 11.80

















วีดีโอนี้แสดงวิธีทำทุกตัวอย่างในโพสต์นี้



ทศนิยมไม่มีสมบัติการสลับที่สำหรับการหาร และทศนิยมไม่มีสมบัติการเปลี่ยนหมู่สำหรับการหาร



การคูณทศนิยม ดูได้ที่ลิงค์นี้

https://ageniusisbornnotmade.blogspot.com/2023/09/blog-post_24.html



อ้างอิง : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ. 2562. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เล่ม 1. 7. กรุงเทพมหานคร 

ตัวอย่างการทำแบบฝึกหัด 4.3 ก หนังสือเรียนวิชาพื้นฐาน คณิตศาสตร์ ม. 1 เล่ม 1 พ.ศ. 2560 (หลักสูตร 2551)

 เฉลยแบบฝึกหัด ตัวอย่างการทำแบบฝึกหัด 4.3 ก

หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เล่ม 1 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 (ตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551)

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ

ISBN 978-616-362-779-7




การคูณทศนิยม

การคูณทศนิยม เมื่อได้ผลคูณแล้วต้องใส่จุดทศนิยมให้ถูกตำแหน่ง 

นั่นคือ ถ้าตัวตั้งเป็นทศนิยมที่มี a ตำแหน่ง และตัวคูณเป็นทศนิยมที่มี b ตำแหน่ง แล้วผลคูณจะเป็นทศนิยมที่มี a + b ตำแหน่ง


                           ตัวตั้ง     x    ตัวคูณ    =    ผลคูณ

จำนวนตำแหน่งทศนิยม      a ตำแหน่ง             b ตำแหน่ง             a + b ตำแหน่ง


หลักเกณฑ์การคูณทศนิยมใดๆ 

1. การคูณทศนิยมที่เป็นจำนวนบวกด้วยทศนิยมที่เป็นจำนวนบวก ใช้วิธีการเดียวกับการคูณจำนวนเต็มบวกด้วยจำนวนเต็มบวก ซึ่งจะได้ผลคูณเป็นทศนิยมที่เป็นจำนวนบวก

ตัวอย่าง    จงหาผลคูณ  2.5 x 1.3

วิธีทำ         25

                        x

                  13

                  75

                25

                325

ตัวตั้งเป็นทศนิยม 1 ตำแหน่ง ตัวคูณเป็นทศนิยม 1 ตำแหน่ง จะได้ผลคูณเป็นทศนิยม 2 ตำแหน่งและเป็นทศนิยมที่เป็นจำนวนบวก

ดังนั้น 2.5 x 1.3 = 3.25

ตอบ 3.25


2. การคูณทศนิยมที่เป็นจำนวนลบด้วยทศนิยมที่เป็นจำนวนลบ จะได้ผลคูณเป็นทศนิยมที่เป็นจำนวนบวก และมีค่าเท่ากับผลคูณของค่าสัมบูรณ์ของสองจำนวนนั้น

ตัวอย่าง    จงหาผลคูณ  (-4.51 ) x (-2.3)

วิธีทำ         451

                        x

                   23

               1353

               902

             10373

ตัวตั้งเป็นทศนิยม 2 ตำแหน่ง ตัวคูณเป็นทศนิยม 1 ตำแหน่ง จะได้ผลคูณเป็นทศนิยม 3 ตำแหน่งและเป็นทศนิยมที่เป็นจำนวนบวก

ดังนั้น  (-4.51 ) x (-2.3) = 10.373

ตอบ 10.373


3. การคูณระหว่างทศนิยมที่เป็นจำนวนบวกกับทศนิยมที่เป็นจำนวนลบ จะได้ผลคูณเป็นทศนิยมที่เป็นจำนวนลบ และมีค่าสัมบูรณ์ของผลคูณเท่ากับผลคูณของค่าสัมบูรณ์ของสองจำนวนนั้น

ตัวอย่าง    จงหาผลคูณ  5.24  x (-24.3) 

วิธีทำ         524

                        x

                 243

               1572

             2096

           1048

           127332

ตัวตั้งเป็นทศนิยม 2 ตำแหน่ง ตัวคูณเป็นทศนิยม 1 ตำแหน่ง จะได้ผลคูณเป็นทศนิยม 3 ตำแหน่งและเป็นทศนิยมที่เป็นจำนวนลบ

ดังนั้น  5.24  x (-24.3) = -127.332

ตอบ  -127.332



สมบัติการคูณของทศนิยม ได้แก่ สมบัติการสลับที่ สมบัติการเปลี่ยนหมู่ สมบัติการคูณด้วยศูนย์ และสมบัติการคูณด้วยหนึ่ง
1. สมบัติการสลับที่สำหรับการคูณ 
เมื่อมีทศนิยมคูณกัน เราสามารถสลับที่ระหว่างตัวตั้งและตัวคูณได้ โดยที่ผลลัพธ์เท่ากัน 

                เมื่อ a และ b เป็นทศนิยมใดๆ 
                          a x b = b x a

เช่น  -3.2 x 4.1 = 4.1 x (-3.2) = -13.12

2. สมบัติการเปลี่ยนหมู่สำหรับการคูณ
เมื่อมีทศนิยมตั้งแต่สามจำนวนขึ้นไปคูณกัน เราสามารถคูณทศนิยมคู่ใดก่อนก็ได้ โดยที่ผลลัพธ์สุดท้ายเท่ากัน

                 เมื่อ a, b และ c เป็นทศนิยมใดๆ
                        (a x b) x c = a x (b x c)

เช่น  (-2.7 x 3.2) x 2.4 = -2.7 x (3.2 x 2.4) = -20.736

3. สมบัติการคูณด้วยศูนย์ 
การคูณทศนิยมใด ๆ ด้วยศูนย์หรือการคูณศูนย์ด้วยทศนิยมใดๆ จะได้ผลคูณเท่ากับศูนย์เสมอ

                 เมื่อ a เป็นทศนิยมใด ๆ 
                     a x 0 = 0 = 0 x a

เช่น  -32.7 x 0 = 0 = 0 x (-32.7)

4. สมบัติการคูณด้วยหนึ่ง
การคูณทศนิยมใดๆ ด้วยหนึ่ง หรือการคูณหนึ่งด้วยทศนิยมใดๆ จะได้ผลคูณเท่ากับทศนิยมนั้นๆ เสมอ

                 เมื่อ a เป็นทศนิยมใด ๆ 
                      a x 1 = a = 1 x a

 เช่น  -25.3 x 1 = -25.3 = 1 x (-25.3)

====================================

สมบัติการแจกแจง เป็นสมบัติที่แสดงความเกี่ยวข้องกันระหว่างการบวกและการคูณทศนิยม

           เมื่อ a, b และ c เป็นทศนิยมใดๆ
             a x (b + c) = (a x b) + (a x c)

เช่น  (3.2 x 0.2) + (-4.3 x 0.2) = [3.2 + (-4.3)] x 0.2
                                                = -1.1 x 0.2
                                                = -0.22

====================================




การหารทศนิยม ดูได้ที่ลิงค์นี้


อ้างอิง : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ. 2562. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เล่ม 1. 7. กรุงเทพมหานคร